วันศุกร์ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2558

PSTC ใช้งบ 23.72 ลบ.ซื้อหุ้น 51% โรงไฟฟ้าชีวภาพ 0.95 MW ในบุรีรัมย์ 29 ต.ค. 2558 09:41

PSTC ใช้งบ 23.72 ลบ.ซื้อหุ้น 51% โรงไฟฟ้าชีวภาพ 0.95 MW ในบุรีรัมย์ 
29 ต.ค. 2558 09:41

บมจ.เพาเวอร์ โซลูชั่น เทคโนโลยี (PSTC) เตรียมใช้เงิน 23.72 ล้านบาท เพื่อซื้อหุ้น 51% ในบริษัท นวรัตน์ บีเวอร์เรส จำกัด (นวรัตน์)ซึ่งเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าจากพลังงานชีวภาพ (Biogas) จำนวน 1 โรงงาน ขนาด 0.95 เมกะวัตต์ (MW) ในจ.บุรีรัมย์ รวมทั้งสิทธิตามสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค(กฟภ.) ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและศักยภาพในการทำกำไรของบริษัท 

PSTC แจ้งว่าที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทเมื่อวานนี้ อนุมัติให้เข้าลงทุนซื้อหุ้นในนวรัตน์ ร่วมกับบริษัท โกลเด้น โกลบ แอสเสท แมเนจเม้นท์ จำกัด (โกลเด้น โกลบ) ในสัดส่วน 100% ของทุนจดทะเบียนนวรัตน์ คิดเป็นมูลค่ารวม 16.5 ล้านบาท และเพิ่มทุนหุ้นสามัญ 3 แสนหุ้น พาร์หุ้นละ 100 บาท คิดเป็นมูลค่า 30 ล้านบาท โดยบริษัทมีสัดส่วนการลงทุน 51% คิดเป็นจำนวน 23.72 ล้านบาท และโกลเด้น โกลบ มีสัดส่วนลงทุน 49% คิดเป็นจำนวน 22.79 ล้านบาท 

สำหรับการลงทุนในส่วนของบริษํท จะเป็นเงินลงทุนในส่วนของการซื้อหุ้นสามัญนวรัตน์ จำนวน 102,000 หุ้น มูลค่า 8.42 ล้านบาท และการเพิ่มทุนหุ้นสามัญจำนวน 153,000 หุ้น มูลค่า 15.3 ล้านบาท โดยการชำระเงินแบ่งเป็น การชำระเงินค่าหุ้น ซึ่งจะเป็น 2 ครั้ง โดยครั้งแรกจะชำระ 5.1 ล้านบาทภายในเดือนต.ค.58 และชำระ 3.32 ล้านบาท หลังจากที่นวรัตน์ได้รับการอนุมัติให้ขยายกำลังการผลิตในบัตรส่งเสริม ภายในเดือนพ.ค.59 ส่วนการชำระเงินค่าหุ้นเพิ่มของนวรัตน์นั้น แบ่งเป็น 2 ครั้งเช่นกัน โดยชำระ 10.81 ล้านบาทภายในเดือนต.ค.58 และชำระจำนวน 4.49 ล้านบาทภายในเดือนพ.ย.58

บริษัทระบุว่าการลงทุนครั้งนี้ เป็นการเสริมสร้างขอบข่ายการดำเนินธุรกิจทางด้านการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน และคาดว่าจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและศักยภาพในการทำกำไรของบริษัท โดยแหล่งเงินทุนจะมาจากกระแสเงินสดของบริษัท

วันพฤหัสบดีที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2558

สังคมจ่าวหุ้น 30-10-2558

สังคมข่าวหุ้น
2015-10-30 

คาเฟอีน

 

หนังสือพิมพ์รายวัน “ข่าวหุ้นธุรกิจ” กระบอกเสียงอิสระแห่งตลาดทุน ฉบับประจำวันศุกร์ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ.2558

*ตลาดหุ้นไทยวานนี้ ดัชนีร่วงหลุด 1400 จุด ส่วนปัจจัยลบเห็นเขาว่ากันว่ามาจากเรื่องนายกฯ พูดขู่เรื่องปิดประเทศอะไรนั่นแหล่ะ นักลงทุนก็เลยเกิดอาการตื่นตูม ปรับพอร์ต ขายไว้ก่อน ควันเริ่มจางแล้วค่อยเข้ามาใหม่ “คาเฟอีน” ไม่อยากวิพากษ์วิจารณ์อะไร เพราะมีคนบอกว่า ห้ามคิด ห้ามสงสัย และให้ฟังท่านผู้นำ

*หุ้น JASรายงานผลประกอบการไตรมาส 3/58 กำไรสุทธิ 882 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 36% จากช่วงเดียวกันปีก่อน ส่วนรอบ 9 เดือน  กำไร 1.46 หมื่นบ้านบาท เพิ่มจากช่วงเดียวกันปีก่อน ที่มีกำไร 2.38 พันล้านบาท ส่วนตัวเลขที่มันกระโดดขึ้นมาแบบนี้ก็มาจากบันทึกรายการที่เกี่ยวข้องกับ JASIF เมื่อช่วงไตรมาส 1 ที่ผ่านมา

*SAWAD แรงต่อเนื่อง หลังโบรกฯ คาดกำไรไตรมาส 3 จะทำนิวไฮ และไตรมาส 4 ก็จะยิ่งนิวไฮอีก ส่วนล่าสุดไปประมูลหนี้เอ็นพีแอลของกลุ่มแบงก์ขนาดใหญ่มาบริหารได้อีก งานนี้กระเป๋งตุงแน่นอน เพราะกำไรจากการบริหารเอ็นพีแอลจะได้กว่า 50% ส่วนราคาเป้าหมายของ SAWAD อยู่เกินกว่า 50 บาท วานนี้ปิด 43.50 บาท หุ้นยังมีอัพไซด์อยู่อีก

*COM7ยังวิ่งสวนตลาด ปัจจัยบวกมาจากยอดกการสั่งจอง Iphone 6s และ 6s Plus ที่มีมากกว่าคาดการณ์กันไว้ น่าจะช่วยดันกำไรของ COM7 ไตรมาส 4 บินติดลมบนแน่ๆ รวมถึงกระแส 4G ที่กำลังมีการประมูลกันในต้นพ.ย.นี้ คนก็น่าจะเปลี่ยนโทรศัพท์มือถือกันสนุกสนาน งานนี้รับเต็ม

*หุ้น SCI  ถูกเจ้ามือทุบลงมาคอแทบหัก(หรืออาจจะหักไปแล้ว) หลังถูกลากขึ้นไป แล้วมีแมงเม่าบินตามไป ปรากฏว่าหลายเม่าแลนด์ดิ้งไม่ทัน ก็ต้องจ่ายรอบวงตามระเบียบ ไม่อย่างนั้นก็ต้องนั่งแช่อยู่บนดอยไป จนกว่า เจ้ามือจะบินมารับรอบใหม่ หรือจะไม่กลับมาก็ไม่รู้

*ดัชนีที่ปรับลงต่ำกว่า 1400 จุด ทำให้ แนวนี้จากเดิมเป็นแนวรับทางจิตวิทยา ก็กลายมาเป็นแนวต้านไปซะแล้ว  และแนวรับก็มาอยู่แถว 1380 จุด และหากยังไม่มีปัจจัยบวกอะไรที่ใหม่ๆ เข้ามา แล้วดัชนีหลุด 1380 จุด ก็ไปพบกันอีกทีที่ 1350 จุดโน่นเลย คำแนะนำของโบรกฯ ก็ต้องเลือกเล่นเป็นรายตัว ฮอตๆ หน่อยก็ต้องกลุ่มสื่อสารไม่พ้น ADVANCTRUE และ INTUCH ส่วน DTAC ก็ต้องดูตาม้าตาเรือหน่อย ช่วงนี้ฮวงจุ้ยของหุ้นไม่ค่อยดี

*โรงพยาบาลลาดพร้าว LPH เปิดเทรดวันแรกปิดสวยนะ บวกขึ้นมากกว่า 40% แต่วันถัดมา ร่วงลงไป 5.63% มาที่ 6.70 บาท ยังไงก็ยังเหนือไอพีโออยู่ แต่หากดูค่าพี/อี 55 - 57 เท่า ก็แอบมีเสียงกันหน่อย เพราะวอลุ่มก็ยังเยอะอยู่ เกรงว่าอาจเข้าเกณฑ์ได้ใช้สิทธิแคชบาลานซ์ในสัปดาห์ถัดไปนะสิ

*เบื้องต้นค่ารถไฟฟ้าสายสีม่วงออกมาอย่างไม่เป็นทางการ นั่นคือ ถูกดสุด 16 บาท แพงสุด 42 บาท หากดูแบบนี้ก็พอจะโอเค ไม่เท่าไหร่ พอจะรับได้บ้าง แต่หากนั่งสายสีม่วง แล้วมาต่อสายใต้ดินปัจจุบัน(ส่วนใหญ่ก็จะต้องใช้บริการแบบนี้) เมื่อนำมารวมๆ กัน ค่าโดยสารมาทำงาน อาจใกล้ๆ 100 บาท ต่อเที่ยว เมื่อรวมขากลับด้วย ก็น่าจะ 150 บาท คำถามคือ แพงไปไหม? ส่วนอัตราค่าโดยสารก็จะไปเทียบกับบีทีเอสไม่ได้ เพราะเอกชนลงทุนทั้งหมด ส่วนสายสีม่วง รัฐบาลลงทุนระบบรางและโครงสร้าง คือ...ราคามันควรถูกกว่าไม่ใช่เหรอ

*หุ้นร้อนประจำวัน29ต.ค.2558 ที่มีราคาและมูลค่าซื้อขายปรับขึ้นแรงและอยู่ระหว่าง (Trading Alert List) และขยายช่วงดำเนินการ ได้แก่ บริษัท สตาร์ ซานิทารีแวร์ จำกัด (มหาชน) หรือ STAR, ใบสำคัญแสดงสิทธิในการจองซื้อหุ้นสามัญ ของบริษัท สตาร์ ซานิทารีแวร์ จำกัด (มหาชน) ครั้งที่ 2 หรือ STAR-W2 ทำให้เข้าข่ายมาตรการกำกับการซื้อขาย ระดับ 2 : ห้ามคำนวณวงเงินซื้อขาย และ Cash Balance มีผลตั้งแต่วันที่  30 ต.ค.-19 พ.ย. 2558 
ดัชนีวันนี้ถอยแรงกว่าที่คิด และลึกกว่าที่คาด โดยเปิดบวกและแกว่งในแดนบวกประมาณครึ่งชั่วโมงแรก หลังจากก็แกว่งแคบ จนมาไหลลงหลุด 1400 เหมือนกระโดดลงหน้าผาในช่วงเที่ยง บ่ายเปิดมาก็ไหลลงต่อจนลงไปต่ำกว่าแนวรับตามเส้น 25 วันที่ 1392 แม้ช่วงปลายตลาดพยายามรีบาวด์กลับขึ้นบ้าง แต่ตอนปิดก็ถูกทุบลงไปต่อ ทำให้ดัชนีปิดใกล้เกือบจุดต่ำสุดของวัน สาเหตุที่ไหลลงนอกเหนือจากตามตลาดหุ้นในภูมิภาค โดยเฉพาะตลาด TIP เรื่องคำพูดทางการเมือง และ คดี 112 ก็มีผลด้วยเช่นกัน ทำให้มีแรงขายในหุ้นตัวใหญ่ทั้งกระดาน แม้ PTT จะพยายามบวกสวน ก็ยังยืนสู้ไม่ไหว
สำหรับแนวโน้ม เมื่อมีสัญญาณขายเกิดขึ้น หลังจากดัชนีหลุดเส้น 75 และ 25 วันลงมาภายในวันเดียวกัน และวอลุ่มก็มากขึ้น รวมทั้งเครื่องมือสนับสนุนก็ชี้ไปในทางลบ ไม่ว่า directional indicator ที่เส้นบวกตัดเส้นลบลงมา เส้น MACD ตัดเส้น signal ลงมาด้วยเช่นกัน จึงทำให้ภาพระยะกลางเปลี่ยนแนวโน้มเป็นลบ ทั้งนี้มองแนวรับระยะสั้นที่ 1380 ที่คาดหมายว่าอาจจะมีเทคนิเคิลรีบาวด์ เพราะดัชนีร่วงมา 4 วันติดต่อกันแล้วกว่า 42 จุด โดยฝากความหวังรีบาวด์กับกลุ่มแบงค์ที่ร่วงมามากสุดรอบนี้ และถ้าการรีบาวด์ไม่สามารถกลับไปยืนเหนือเส้น 25 วันที่ 1492 ก็จะเป็นการรีบาวด์เพื่อลงต่อ
กลยุทธ สั้น ลด ละ เลิก ลด คือ ลดพอร์ตเมื่อหลุด 1400 ละ คือ ไม่ซื้อคืน เลิกคือ เมื่อหลุดเส้น 25 วันลงมา ต่อไปพิจารณาเล่นขาลงโดยพิจารณา short SBL หรือ put option ; กลาง ล้างพอร์ต
หุ้นเด่น sawad apcs
หุ้นดับ rci tpipl true br mcs
By Trend Talks 

บาดตาเซียน 30-10-2558

(DJing)บาดตาเซียน 30-10-2015 ...<technical analysis>

SAWAD  -   สวัสดี อีกครั้งครับ

ที่มาที่ไป…  ไม่ใช่ว่าลืม หรือ ขี้เกียจหาหุ้นตัวใหม่มาเขียนนะครับ มันก็ต้องมีประเด็นใหม่มาเขียนสิถ้าจะแนะนำหุ้นตัวเดิม แต่ก็คงไม่เขียนตัวเดิมๆ ไป 4-5 วันแน่ละครับ… ก็อ่านในช่วงของเทคนิคก็แล้วกันว่า วันนี้ จะเอาเรื่องเทคนิคแบบไหนมาว่ากันในตัวหุ้น SAWAD… จะว่าไปแล้ว ช่วงนี้เหนือเมฆอาจจะมึนๆ งงๆ อยู่บ้าง เพราะอาจจะมีโครงการใหญ่ๆ รออยู่ เนื้องานยังไม่เรียบร้อยดี ก็ต้องมีกันบ้างที่สมอง อาจจะไม่รับรู้เรื่องรอบตัว อย่างวันวานนั้น เข้าที่ทำงาน ก็นั่งเขียนบทวิเคราะห์ทางเทคนิค “Trading Today” แน่นอนล่ะครับ เปิดกราฟ SET Index ดู เห็นแบบนั่น ก็จัดไปในแนวโน้มระยะสั้นว่า “ลง” เขียนเสร็จ ก็ส่งสิ จะไปสนใจหรือรีรออะไรล่ะ… ประเด็นเลยมีอยู่ว่า ลูกค้าหรือเจ้าหน้าที่การตลาดไม่แน่ใจ โทรถามซะ เองงง “คุณสิทธิพร วันนี้ตลาดจะลงจริงหรือครับ อ่านบทวิเคราะห์แล้วเหมือนวันนี้เอาลง”… อ้าว ก็เลยถามไปว่า ทำไมล่ะครับ เหนือเมฆเขียนผิดหรือนี่ ก็ตามเทคนิคระยะสั้นนะครับ ต้องลง… ที่ไหนได้ ไม่เคยสนใจใครเลย ชาวบ้านเขาว่าขึ้นกันซะส่วนใหญ่ หรือไม่ก็อย่างน้อย ต้องมี Rebound กันได้ แล้วในที่สุด ก็ตามที่เซียนใหญ่บางท่านเคยว่าไว้ “เทคนิค ไม่เคยหลอกใคร”… แต่ที่ตอบไม่ได้ คือ ลูกค้าบางท่านโทรไปบ่นแบบขำๆ ว่า อ่านบทวิเคราะห์ของค่ายเหนือเมฆหมดแล้ว “ไม่รู้จะเล่นทางไหนดี”… ก็ต้องขึ้นอยู่ว่า ท่านเน้นสายไหนล่ะ จะใช้สายเทคนิคหรือสายพื้นฐาน ก็ต้องแยกให้ได้ก่อนเลยนะ… แต่ 2 อย่าง มีสอนที่ UTRADE School นะ

ดูตามเกม… ในวันวานแล้ว เห็นมาเล่นในตอนท้ายๆ ทำให้ยังน่าจะมีโมเมนตั้มต่อในวันนี้ ก็เลยเอาเรื่องของสัญญาณทางเทคนิค การเก็งกำไรระยะสั้นมาว่ากันเสียหน่อย เผื่อคนเล่นสั้น อยากซื้อ

แนวรับ  : … สำหรับเก็งกำไร 43.0-42.5 ยังพอไหว ห้ามหลุด 42.0
เป้าหมาย  : … มอง 46.0 แล้วดูการพักตัว ถ้าไม่พัก สัปดาห์หน้าดู 52.0 

ความเห็นเซียน………………………. โดย เหนือเมฆ

กราฟ SAWAD… วันนี้เอาเรื่องของการอ่านแนวโน้มระยะสั้น ซึ่งก็ใช้เครื่องมือของการเล่นระยะสั้นมาว่ากัน ต่างจากวันวานเลย ที่เอาเรื่องการมองยาวๆ มากกว่า… จากภาพนี้ เราได้เห็นสัญญาณ Golden Cross มาก่อนแล้ว และในระยะสัปดาห์ที่ผ่านมา การพักตัวนั้น ก็สามารถยืนบน MA เส้นที่สั้นกว่าได้ ซึ่งระยะ 2-3 วันที่ผ่านมา ก็เด้งขึ้นมาได้ด้วย แนวโน้มของ MA ยังมีทิศทางที่ดี ยังไม่มีสัญญาณขาย แล้วในภาพนี้ เรายังได้รูปแบบราคาเป็น Flag โดยเป้าหมายของ Flag จะอยู่ที่ 46.0 นะครับ (ส่วน เป้าระยะสั้นที่ 52.0 มาจากไหน วันนี้ ถ้าไปถึง 46.0 ได้ เดี๋ยวสัปดาห์หน้ามาว่ากันถึงเป้า 52.0 ว่ามายังไง)
โบรกฯ คาดพรุ่งนี้ SET รีบาวน์ทางเทคนิค หลังเผชิญแรงขายแบบ Panic sell ตอบรับแรงกดดันจากผลประชุมเฟด 

   โบรกฯ คาดพรุ่งนี้หุ้นไทยรีบาวน์ทางเทคนิค หลังเจอแรงขายแบบ Panic sell ตอบรับเฟดยังส่งสัญญาณปรับขึ้นดบ. รอบการประชุมเดือน ธ.ค. 58 แต่หุ้นไทยตอบรับไปพอสมควร ทั้งลุ้น ECB-BOJ ผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติม แนะซื้อ ITD-CK-AMATA-KTB-TMB ประเมินแนวรับ 1,387-1,385 จุด แนวต้าน 1,410 จุด 

   นายกรภัทร  วรเชษฐ์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและบริการการลงทุน บล.โนมูระ พัฒนสิน เปิดเผยว่า ดัชนีหุ้นไทยปรับตัวลงแรง เผชิญแรงขายแบบ Panic sell ตอบรับผลการประชุมธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด) แม้ว่าจะยังไม่ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมรอบล่าสุด แต่ยังคงส่งสัญญาณเดิมว่าจะพิจารณาปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในรอบการประชุมเดือน ธ.ค.นี้ โดยตัดการพิจารณาภาวะเศรษฐกิจโลกออกไป ซึ่งยิ่งสร้างแรงกดดันเพิ่มเติมจากเดิมว่าเฟดมีโอกาสจะปรับขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมเดือน ธ.ค. นี้จริง ดังนั้นจึงมีแรงขายเพื่อลดความเสี่ยงออกมาในระยะสั้น 

   นอกจากนี้ยังมีแรงกดดันจากในประเทศ ผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน Q3/58 ในหุ้นหลาย ๆ ตัว มีแนวโน้มว่าจะออกมาต่ำกว่าคาด เช่น BANPU อีกทั้งแรงขายหุ้น SAMART-SAMTEL ยังกดดันหุ้นตัวอื่นที่เกี่ยวข้องกับงานของภาครัฐอีกด้วย

   สำหรับพรุ่งนี้คาดหุ้นไทยรีบาวน์ทางเทคนิค หลังตอบรับ Sentiment เชิงลบจากต่างประเทศ ต่อกรณีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของเฟด ซึ่งก่อนหน้านี้ตอบรับข่าวไปพอสมควร ฉะนั้น กรอบการลงทุนหนึ่งเดือนจากนี้ไป ดัชนีฯ มีโอกาสแกว่งตัวขึ้น (Sideway up) ด้วยแรงคาดหวังการดำเนินนโยบายทางการเงินผ่อนคลายเพิ่มเติมจากธนาคารกลางยุโรป (ECB) และธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) อีกทั้งการประชุมคณะรัฐมนตรีในสัปดาห์หน้า คาดว่า ครม. จะอนุมัติมารตการการลงทุน BOI เพิ่มเติมอีกด้วย 

   ขณะที่กรณีเฟดปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมเดือน ธ.ค. นี้จริง ย่อมจะส่งผลกระทบต่อการลงทุนในหุ้นไทย แต่ทั้งนี้ต้องดูว่าอัตราที่จะปรับเพิ่มขึ้นนั้น เพิ่มขึ้นในระดับไหน 

   ด้านกลยุทธ์ แนะซื้อ ITD-CK-AMATA-KTB-TMB พร้อมกับประเมินแนวรับ 1,387-1,385 จุด แนวต้าน 1,410 จุด

วันพุธที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2558

ข่าวหุ้น 29 ตุลาคม 2558


ทันข่าวหุ้น 28 ตุลาคม 2558

AECS Stock Screening

🌏AECS Stock Screening

28/10/2558 (Eagle Eye 2.30 P.M.)

😄ชุดหุ้นขาขึ้น😘

👍หุ้น Break High : SAWAD

👍หุ้นยก Low ขึ้น :-

👍หุ้นเปลี่ยนความชันการขึ้น : SAWAD

👍หุ้นกลับตัวขึ้นทะลุแนวต้าน : -


😱ชุดหุ้นขาลง😭

👎หุ้นหลุด Low : -

👎หุ้น High ต่ำลง : JAS

👎หุ้นหลุดแนวรับขาขึ้น : -

👎หุ้นขาลงหลุดแนวรับ : -

*หุ้นที่ Screen ใช้ Volume การซื้อขายที่เพิ่มขึ้นมากกว่ามูลค่าการซื้อขายเฉลี่ย 20 วัน และมีมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยมากกว่า 10 ล้านบาทขึ้นไป (ป้องกันเรื่องปัญหาสภาพคล่อง)
**Price Pattern ของหุ้นคิดจากราคาปิดเท่านั้น

สามารถเทเลคอมแจงข่าว

"สามารถเทลคอม"ปฏิเสธมีส่วนร่วมตั้งสถานีวิทยุสื่อสารโดยไม่ได้รับอนุญาต-ขอเบอร์สวยกสทช.

updated: 28 ต.ค. 2558 เวลา 19:03:51 น.

ประชาชาติธุรกิจออนไลน์







รายงานข่าวจาก บริษัท สามารถเทลคอม จำกัด (มหาชน) ชี้แจงว่า ตามที่ปรากฎเป็นข่าวว่า บริษัท สามารถเทลคอม จำกัด (มหาชน) มีส่วนร่วมในการตั้งสถานีวิทยุสื่อสารโดยไม่ได้รับอนุญาต และขอสนับสนุนหมายเลขโทรศัพท์เลขสวยจาก กสทช. บริษัทฯ ขอปฏิเสธเนื้อหาตามข่าวทั้งหมดและใคร่ขอชี้แจงข้อเท็จจริง ดังนี้

บริษัท สามารถเทลคอม จำกัด (มหาชน) ได้รับการร้องขอความอนุเคราะห์จากกองตำรวจสื่อสารสำนักงานเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ลงวันที่ 16 กรกฏาคม 2558 ลงเลขที่ ตร ๐๐๓๓.๒๒/๕๐๘  ย้ายอุปกรณ์ระบบวิทยุ DTRS จากสถานีตำรวจนครบาลบึ่งกุ่ม มาติดตั้งบนอาคารใบหยกทาวเวอร์ 2 เพื่อสนับสนุนกิจกรรมจักรยานเทิดพระเกียรติ (Bike for MOM) ซึ่งจะใช้เป็นระบบวิทยุสื่อสารหลักของการรักษาความปลอดภัย และอำนวยการจราจรในงาน ซึ่งมีกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นผู้ปฏิบัติและใช้งานวิทยุ DTRS เป็นจำนวนมาก และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยกองตำรวจสื่อสาร ผู้ใช้วิทยุระบบนี้มีสถานีฐานแบบประจำติดตั้งไว้ที่สถานีตำรวจนครบาลบึ่งกุ่ม ซึ่งมีช่องสัญญาณมากกว่าสถานีฐานแบบเคลื่อนที่ ดังนั้นทางกองตำรวจสื่อสาร 

จึงได้ขอความอนุเคราะห์มายังบริษัท สามารถเทลคอม จำกัด (มหาชน) ให้ทำการย้ายอุปกรณ์สถานีฐานของวิทยุ DTRS จากสถานีตำรวจนครบาลบึ่งกุ่มมาติดตั้งบนอาคารใบหยกทาวเวอร์ 2 เพื่อทำให้การรับส่งสัญญาณวิทยุ DTRS มีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น  ซึ่งทางบริษัท สามารถเทลคอม จำกัด (มหาชน) ได้ดำเนินการและส่งมอบงานตามที่ได้รับมอบหมายเรียบร้อยแล้ว   และขอยืนยันว่าบริษัทมิได้ทำการใดๆ นอกเหนือจากที่ได้รับมอบหมาย และไม่ได้กระทำการใดๆ ที่เป็นความผิดทางกฎหมายทุกประการ

วันอาทิตย์ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2558

ข่าวหุ้น 11ตุลาคม 2558 ep3

"โกลเบล็ก" ชี้ SET สัปดาห์หน้าไปต่อ มองกรอบแนวต้าน 1,390 - 1,400 จุด
2015-10-11 07:54:00
 
น.ส.วิลาสินี บุญมาสูงทรง ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็ก จำกัด หรือ GBS เปิดเผยว่า แนวโน้มภาวะตลาดหุ้นไทยได้รับปัจจัยบวกจากราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวขึ้นมาใกล้ระดับ 50 USD/Barrel ซึ่งเป็นบวกต่อกลุ่มพลังงานซึ่งเป็นหุ้นที่มีมาร์เก็ตแคปขนาดใหญ่ทำให้ราคาหุ้นพลังงานที่เพิ่มขึ้นจะหนุนต่อดัชนี SET รวมถึงแรงหนุนจากการคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐอาจจะยังไม่ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปีนี้ซึ่งยังเหลือการประชุมธนาคารกลางสหรัฐอีก 2 ครั้งในวันที่ 27-28 ต.ค. และ 15-16 ธ.ค.ประกอบการที่ทีมเศรษฐกิจชุดใหม่เร่งออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงโค้งสุดท้ายด้วยความหวังว่าจะดันให้ตัวเลขจีดีพีของไทยไปไกลถึง 3% ได้

โดยมีปัจจัยถ่วงในเรื่องการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่เป็นไปอย่างล่าช้าเนื่องจากได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว โดยล่าสุดกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ได้เปิดเผยรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลก (WEO) ว่า ปรับลดคาดการณ์การขยายตัวของเศรษฐกิจโลกในปีนี้สู่ระดับ 3.1% ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เกิดวิกฤตการเงินในปี 2009 โดยลดลง 0.2% จากตัวเลขคาดการณ์ครั้งก่อนและต่ำกว่าการขยายตัวในปีที่แล้วที่ 3.4%

ด้านนายชัยยศ จิวางกูร ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.โกลเบล็ก จำกัดประเมินกลยุทธ์การลงทุนใน SET ว่าภาวะตลาดหุ้นไทยสัปดาห์หน้าได้รับปัจจัยบวกจากราคาน้ำมันที่ปรับขึ้น ประกอบกับการที่ Fund Flow ของนักลงทุนต่างชาติที่พลิกกลับมาเป็นฝั่ง Net Buy ตลาดหุ้นและ TFEX ดังนั้นประเมินว่า SET จะปรับตัวขึ้นทดสอบแนวต้าน 1,390 - 1,400 จุด ก่อนจะย่อพักตัวเพื่อรอการ Preview งบ Q3/58 ของบริษัทจดทะเบียน แนะนำลงทุนหุ้นกลุ่มพลังงาน ได้แก่ PTT PTTEP PTTGC TOP เนื่องจากได้รับอานิสงส์ในเรื่องราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวขึ้นแรง และกลุ่มที่เกี่ยวกับการส่งออก ได้แก่กลุ่มอาหาร และและอิเล็กทรอนิกส์ ที่ได้ประโยชน์จากค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลง รวมทั้งกลุ่มอสังหาฯ แนะนำ SIRI PS SPALI QH LPN จากที่คาดจะว่าจะได้ข้อสรุปมาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์ในไม่นานนี้

สำหรับแนวทางการลงทุนในทองคำ นายสุทธิพงษ์ ศรีพรประเสริฐ นักวิเคราะห์การลงทุน บล.โกลเบล็ก จำกัดเปิดเผยว่าราคาทองคำเริ่มฟื้นตัวขึ้นมาได้อีกครั้งหลังปรับลงต่อเนื่องในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยได้แรงหนุนจากกระแสคาดการณ์ที่ว่าเฟดจะยังไม่ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปีนี้เนื่องจากตลาดแรงงานยังคงอ่อนแอจากตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐในเดือนก.ย.ที่เพิ่มขึ้นเพียง 142,000 ตำแหน่ง ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะเพิ่มขึ้นราว 200,000 ตำแหน่ง

ประกอบกับตัวเลขดัชนีภาคบริการของสหรัฐในเดือนก.ย.ได้ปรับตัวลดลงจากเดือนก่อนหน้าและต่ำกว่าตัวเลขเบื้องต้น แสดงถึงความอ่อนแอของข้อมูลภาคบริการทำให้โอกาสที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปีนี้ลดซึ่งจะเป็นปัจจัยบวกต่อราคาทองคำ

ดังนั้นประเมินราคาทองโลกด้านเทคนิคจากการที่ราคาปรับขึ้นสร้างแท่งเทียน BULLISH ผ่านยืนแนวต้านเส้นค่าเฉลี่ย 5 และ 10 วันขึ้นมาได้พร้อมกัน ทำให้มีโอกาสสร้างฐานแนวรับรูปแบบ DOUBLE BOTTOM ขณะที่ราคามีการพักตัวระยะสั้นแต่เป็นการพักตัวออกข้างไม่หลุดแนวรับเส้นค่าเฉลี่ย 5 และ 10 วัน ทำให้เป็นการยืนยันแนวโน้มการฟื้นตัวขึ้นต่อตามรูปแบบ ประกอบกับค่าสัญญาณทางเทคนิคที่เป็นบวก ทำให้ราคามีแนวโน้มฟื้นตัวขึ้นต่อ โดยให้แนวรับ 1,125 - 1,120 เหรียญต่อทรอยออนซ์และแนวต้าน 1,170 - 1,175 เหรียญต่อทรอยออนซ์

ข่าวหุ้น 11ตุลาคม 2558 ep2

เปิดประตู...
ดูหุ้นพุ่งทะยาน
2015-10-11 09:00:00

 
ปัจจุบันนักลงทุนหันมาให้ความสนใจลงทุนในหุ้นตลาดเอ็ม เอ ไอ (mai) มากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ดูได้จากความเคลื่อนไหวของหุ้นหลายๆ ตัวในช่วงเดือนกันยายน 2558 มีการโชว์ศักยภาพเหนือความคาดหมาย “ราคาหุ้นพุ่งทะยาน” หวือหวาอย่างรวดเร็วกว่าหุ้นขนาดใหญ่ ถือเป็นการลบภาพเก่าๆ ที่มีแต่ความเงียบเหงา และวอลุ่มการซื้อขายค่อนข้างเบาบาง

ด้วยกระแสหุ้น mai กำลังมาแรง ณ ปัจจุบัน วอลุ่มการซื้อขายเข้ามาหนาแน่นขึ้น เป็นผลมาจากการผลักดันของหลายๆ ฝ่ายที่ให้หุ้นกลุ่มนี้เติบโตขึ้น และให้นักลงทุนรู้จักมากขึ้น อีกส่วนหนึ่งเป็นการเลี่ยงลงทุนในหุ้นขนาดใหญ่ แล้วมาเล่นเก็งกำไรในหุ้นขนาดเล็ก เพราะถือว่าดีกว่าย่ำเท้าอยู่กับที่เดิมแบบไม่มีหุ้นที่จะเล่น

สิ่งที่ตามมาคือ หุ้นในตลาดเอ็ม เอ ไอ หวือหวาผิดหูผิดตา จนมีเสน่ห์ในตลาดหุ้นกันเลยทีเดียว!

ทั้งนี้ “ข่าวหุ้นธุรกิจ” จึงมีการรวบรวมข้อมูลการเคลื่อนไหวของราคาหุ้นทั้งเดือนกันยายน 2558 ซึ่งยังเป็นเดือนที่ตลาดหุ้นผันผวน แต่กลับมีหุ้นในกลุ่ม mai หลายตัวที่ราคาหุ้นยังปรับตัวขึ้นแรงอย่างไร้เหตุผล ซึ่งได้นำข้อมูลการเปรียบเทียบจากการเรียงลำดับมา 50 ตัว แต่ข้อมูลที่ปรากฏเป็นการหยิบยกความเคลื่อนไหวของหุ้นเท่านั้น ไม่ได้บ่งบอกว่า ราคาหุ้นแพงเกินพื้นฐาน หรือถูกกว่าพื้นฐานแต่อย่างใด

 

โดยราคาหุ้นที่ปรับตัวขึ้น 50 ตัวเดือนกันยายน ระหว่าง (31 ส.ค. 58-30 ก.ย. 58) อาทิ AUCT ราคาหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้น 35.11% , ACAP ราคาหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้น 26.36%, IRCP ราคาหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้น 25%, ECF ราคาหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้น 19.50%, STAR ราคาหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้น 19.46%, CHOW ราคาหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้น 16.39%, TAKUNI ราคาหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้น 15.69%, FVC ราคาหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้น 15.60%, APCO ราคาหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้น 14.84%

UEC ราคาหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้น 14.81%, QTC ราคาหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้น 13.46%, AGE ราคาหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้น 12.58%, CMO ราคาหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้น 12.57%, SANKO ราคาหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้น 11.94%, SEAOIL ราคาหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้น 11.57%, SMART ราคาหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้น 11.01%, UREKA ราคาหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้น 9.78%, TSF ราคาหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้น 9.68%, HTECH ราคาหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้น 9.60%

TAPAC ราคาหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้น 9.60%, RWI ราคาหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้น 8.09%, AIRA ราคาหุ้นปรับตัวขึ้น 7.55%, MPG ราคาหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้น 6.77%, NBC ราคาหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้น 6.45%, XO ราคาหุ้นปรับตัวขึ้น 6.38%, DAII ราคาหุ้นปรับตัวขึ้น 6.28%, TNDT ราคาหุ้นปรับตัวขึ้น 6.15%, PHOL ราคาหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้น 6.11%, ABICO ราคาหุ้นปรับตัวขึ้น 5.94%, PSTC ราคาหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้น 5.77%,

UMS ราคาหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้น 5.76%, EA ราคาหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้น 5.39%, UWC ราคาหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้น 5%, TNH ราคาหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้น 4.95%, AKP ราคาหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้น 4.76%, BSM ราคาหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้น 4.62%, HOTPOT ราคาหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้น 4.24%, TPAC ราคาหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้น 4.20%, FIRE ราคาหุ้นปรับตัวขึ้น 3.97%, NDR ราคาหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้น 3.79%

PICO ราคาหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้น 3.77%, OTO ราคาหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้น 3.67%, SIMAT ราคาหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้น 3.48%, TMC ราคาหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้น 3.45%, UAC ราคาหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้น 3.36%, FOCUS ราคาหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้น 3.18%, FPI ราคาหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้น 2.94%, ARROW ราคาหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้น 2.86%, UPA ราคาหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้น 2.50% และ BOL ราคาหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้น 2.11%

ข้อมูลข้างต้นแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของหุ้น mai เพื่อเอาไว้พิจารณาในการลงทุนในอนาคต เพราะตลาดเริ่มส่งสัญญาณขาขึ้น

ข่าวหุ้น 11ตุลาคม 2558ep1

The War Room ตอน วิกฤตใน Commodity Exporter
(ฝากกด 'Share' ความรู้นะครับ)

ความผันผวนของตลาดหุ้นทั่วโลก รวมถึงสินทรัพย์เสี่ยงประเภทอื่นๆในช่วง 1-2 เดือนที่ผ่านมา ทำให้นักลงทุนกลับมาตั้งคำถามกันว่า มันจะลุกลามเกิดเป็นวิกฤตของโลกเทียบเท่ากับตอนเกิดวิกฤตซับไพรม์ปี 2008 หรือไม่ และอะไรคือปัญหาที่เกิดขึ้น ณ ปัจจุบัน วันนี้ ในห้อง War Room จะไปคุยกันถึงอีกมุมหนึ่งของปัญหา พร้อมทั้งวิเคราะห์ว่า ควรจะรับมือกันอย่างไร

ชยนนท์ - ถ้าย้อนกลับไปคุยกันซัก 1-2 ปีก่อน ตอนที่ราคาน้ำมันยังอยู่ระดับเหนือ $100 แล้วมีคนมาบอกเราว่า “เชื่อไหมว่า ราคาน้ำมันจะลงไปที่ระดับต่ำกว่า $50 และทำให้เกิดวิกฤตขนาดย่อมๆในโลกได้” ตอนนั้น เราคงทำหน้างงๆว่า ราคาน้ำมันลง ก็ดีสิ จะเกิดวิกฤตได้ยังไง?

เจษฎา – แต่พอราคาน้ำมันลงมาจริงๆ ก็อย่างที่เห็นนะครับ ตอนนี้เราอยู่ในวิกฤตย่อมๆเรียบร้อยแล้ว โดยผลกระทบของมันทอดยาวออกไป ไม่ใช่จะจบง่ายๆซะแล้ว พอราคาน้ำมันร่วงลงมา ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ ก็ดำดิ่งลงไปด้วย การที่สินค้าสองสิ่งนี้ราคาตกต่ำ คิดเร็วๆ เราก็อาจมองว่า เป็นเรื่องที่ดีสำหรับผู้บริโภคสิ จะได้ซื้อสินค้าในราคาที่ถูกลง เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจไปในตัวอยู่แล้ว เปรียบเทียบไปก็เหมือน ตอนนี้ สินค้าโภคภัณฑ์ ติดป้าย “Grand Sale” ตัวใหญ่ๆ เหมือนเดินห้างแล้วเจอป้ายนี้ติดอยู่หน้าร้านเสื้อผ้าแบรนเนมทั้งหลายที่คุณหญิงโดนสะกดจิตให้เดินเข้าไปซื้ออย่างมีความสุข

ชยนนท์ – ปัญหาคือ “Grand Sale” ครั้งนี้ ไม่ได้ทำให้ราคาสินค้าในตลาดปรับตัวลดลงครับ ลองนึกภาพตามผมนะ ตั้งแต่สมัยผมเรียนประถม มาจนถึงปัจจุบัน ผมเคยกินข้าวผัดหมูตั้งแต่จานละ 15 บาท (รู้อายุเลย) จนมาวันนี้ ที่ร้านอาหารตามสั่งข้างตึกญาดาขายข้าวผัดจานละ 40 บาท ผมไม่เคยเห็นราคามันถูกลงซักช่วงเลยครับ ทั้งๆที่ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ และราคาน้ำมัน ก็แกว่งตัวขึ้นลงอยู่ตลอด พอราคาสินค้าทุนพวกนี้ปรับตัวขึ้น สิ่งที่พ่อค้าแม่ขายทำก็คือ ขึ้นราคาสินค้า ราคาอาหารในตลาด แต่ตอนราคาร่วงลงไปปั๊บ ไม่เห็นมีเจ้าไหนในตลาดปรับลดราคาเลยครับ

เจษฎา – คุณกำลังจะบอกว่า ราคา Commodity ตกต่ำ แต่ไม่ทำให้ยอดขายกระตุ้น เพราะผู้บริโภคคนสุดท้ายก็จ่ายเงินเท่าเดิม ไม่ก็เพิ่มขึ้นอยู่ดี?

ชยนนท์ – ถูกต้องเลย และอีกเรื่องก็คือ เหล่าผู้ผลิตน้ำมัน และสินค้าโภคภัณฑ์ อยู่ยากครับถ้าราคาสินค้ามันต่ำลงเรื่อยๆ ก็ใกล้ต้นทุนมากขึ้น กำไรส่วนต่างก็ลดลง แต่วันนี้ที่เหล่าผู้ส่งออก Commodity เจอ มันหนักกว่าที่ผมบอก ก็คือ เริ่มมีบริษัทที่ขาดทุนหนักๆ และเริ่มปลดพนักงานออก สะท้อนมาราคาหุ้นของกลุ่มผู้ทำเหมือง ผู้ผลิตสินค้าเกษตร ทำให้ดัชนีอย่าง Bloomberg World Mining ทำจุดต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 2008 ทีเดียว

เจษฎา – ผลพวงจากการที่ผลประกอบการกลุ่ม Mining ไม่ดีนี้ จะส่งผลให้กำลังซื้อของผู้บริโภคลดลงไปอีกหรือเปล่า? เพราะการปลดคนงาน ก็ไปกระทบทำให้เงินในกระเป๋าลดลงแน่นอน และเมื่อไม่มีงาน ก็ต้องประหยัด ไม่จับจ่ายใช้สอยอย่างในอดีต ดังนั้นในภาพกว้าง เศรษฐกิจทั้งโลกก็โดนกระทบเหมือนกัน เพราะ Commodity Sector ถือว่าเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ นะ

ชยนนท์ – สิ่งที่เป็นความเสี่ยงเพิ่มขึ้นอีกอย่างก็คือ มันจะทำให้เงินเฟ้อทั่วโลกจะยังอยู่ในระดับที่ต่ำแบบนี้ไปเรื่อยๆ และลองนึกดูสิครับว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ ยุโรโซน และญี่ปุ่น ดำเนินนโยบายการเงินโดยมีเป้าหมายส่วนหนึ่งก็คือเงินเฟ้อ แล้วเงินเฟ้อต่ำแบบนี้ จะเป็นยังไงต่อ?

เจษฎา – เงินเฟ้อ ก็ไม่ถึงเป้าซักทีสิครับ เมื่อไม่ถึงเป้า ก็จะยังใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายต่อไป สหรัฐฯอาจไม่รีบขึ้นดอกเบี้ย ยูโรโซน และญี่ปุ่น ก็ยังคงใช้ QE ไปเรื่อยๆ  และอย่างที่เรารู้ๆกันว่า QE มันก่อให้เกิดฟองสบู่ในสินทรัพย์เสี่ยง เพราะสินทรัพย์เสี่ยงต่ำ มันผลตอบแทนต่ำจนทำให้คนหนีไปลงทุนสินทรัพย์เสี่ยงทั้งๆที่ไม่ควรเสี่ยงเยอะ แบบนี้ก็เป็นปัญหาเรื้อรังแน่นอน

ชยนนท์ – ทางออกของปัญหานี้ละ?

เจษฎา – ผมมองว่า ต่อให้ราคาน้ำมันขึ้นไปที่ $70 -$100 เลย เศรษฐกิจก็ไม่กลับมาฟื้น เพราะวันนี้อุปสงค์ (Demand) ของตลาดโลกที่ลดลงจากการที่เศรษฐกิจชะลอตัว มันไม่สามารถรองรับต้นทุนสินค้าโภคภัณฑ์ที่อยู่ในระดับสูงอย่างในอดีตได้แล้ว เผลอๆจะยิ่งซ้ำทำให้เศรษฐกิจโลกพังลงไปอีก ดังนั้น ทางออกที่นักเศรษฐศาสตร์ในต่างประเทศเขามองเห็นก็คือ ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ทั้งหลายควรจะยังอยู่ในระดับต่ำแบบนี้ซักระยะ ผู้ผลิตที่ปรับตัวไม่ได้ เดี๋ยวก็หายไปจากตลาด เมื่ออุปทาน (Supply) ลดลง ราคาก็จะหาสมดุลได้เอง ซึ่งมันใช้ระยะเวลาครับ แต่ผมเชื่อว่า มันมีทางออกเสมอ ติดตามดูอย่างกันอย่างใกล้ชิดหลังจากนี้นะครับ

เจษฎา สุขทิศ & ชยนนท์ รักกาญจนันท์
INFINITI Global Investors
The Ultimate Investment Solution

วันพุธที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2558

ข่าวหุ่น 8 ตุลาคม 2558 ep2



ข่าวหุ้น 8 ตุลาคม ep1

(heart)Stock Pubpub

Yes ต้องให้ได้อย่างนี้ ดัชนีวิ่งผ่านต้านทั้งเส้น 25 วันและยอดเดิมที่ 1380 ขี้นมาได้ ที่จริงก็ไม่ได้เหนือความคาดหมาย เพราะดูกราฟค่าเงินที่แข็งตัวอย่างมีนัยยะ และ กราฟราคาน้ำมันที่แกว่งแคบมานาน แล้วก็เลือกทางขึ้น ซึ่งตอนนี้กำลังทดสอบยอดเดิมที่ 49.32 ถ้าผ่านได้ไปต่อได้ถึง 53 กว่า ก็จะทำให้หุ้นกลุ่มน้ำมันขยับตัวสูงขึ้นได้อีก กอปรกับวันนี้เชื่อว่าน่าจะเป็นการ cover short ถึงขึ้นแรงเช่นนี้ และที่ขาดไม่ได้ก็ภาวะตลาดหุ้นต่างประเทศที่ยังบวกแรงกันอยู่ 

สำหรับแนวโน้ม เมื่อปัจจัยโดยรวมเป็นบวก sentiment ดี ดัชนีน่าจะขึ้นไปต้านที่ 1388-1403 และโอกาสผ่านก็มีสูงพอควร เมื่อดู indicator ที่ส่งสัญญาณบวกสนับสนุน ทั้ง macd ที่ตัดเส้น signal ขึ้นมาเป็นวันที่ 2 และ directinal indicator ที่เส้นบวกตัดเส้นลบขึ้นมาวันแรก นอกจากนั้นเรื่อง fund flow ก็มีสัญญาณชัดเจนขึ้นเมื่อดูจากค่าเงิน หรือ ดูได้ว่าต่างชาติซื้อสุทธทั้ง 3 ตลาดในวันนี้ หรือการที่รายย่อยถูกรุมเป็นผู้ขายอยู่คนเดียวเป็นที่ 2 แล้ว ส่วนถ้าดัชนีมีย่อตัวลงมา เพราะขึ้นมา 4 วันติดต่อกันแล้วกว่า 48 จุด จะมีแนวรับที่ 1380 และ 1374

กลยุทธ สั้น ขึ้น ถือ ลง ซื้อ ;กลาง ถือและริซื้อเพิ่มช่วงอ่อนตัว

(YES)หุ้นเด่น pttep tasco tmb ea samtel

(NO)หุ้นดับ t live prin

By Trend Talks

ข่าวหุ้น 7 ตุลาคม 2558




 IPO Corner - ORI ไอพีโอกำไรโต 3 พันเปอร์เซ็น
 

 
                      
   IPO CORNER     
       พีระพงศ์ จรูญเอก 
     ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร 
     บมจ.ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ (ORI) 
 
        ORI ไอพีโอกำไรโต 3 พันเปอรฺ์เซ็น 


         “ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้” (ORI) ขายไอพีโอ 150 ล้านหุ้น เปิดจองด้วยราคา 9 บาท วันที่ 30 ก.ย.- 2 ต.ค. 58 นี้ พร้อมเข้าเทรดกระดาน SET 7 ต.ค. ระดมทุนการขยายโครงการอสังหาฯ ปัจจุบันมีที่ดินเตรียมพัฒนา 3-4 พันล้านบาท ชูพื้ฐานแกร่ง รายได้งวด 6 เดือน 58 โต 762% กำไรโต 3,240% แย้มอนาคตมีแผนทำเซอร์วิสอพาร์ทเม้นท์ 30 ชั้น ดันสินทรัพย์ขายเข้ากอง REIT ฟากบริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ที่ปรึกษาทางการเงินการรันตีหุ้นน่าสนใจระบุราคาขายมีส่วนลด 28%


***ความเป็นมา-ข้อมูลกิจการ 
        ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จัดตั้งเป็นบริษัทจำกัดตามกฎหมายตั้งแต่ปี 2552 ด้วยทุนจดทะเบียนเริ่มต้น 10 ล้านบาท โดยครอบครัวจรูญเอก (นายพีระพงศ์ จรูญเอก และนางอารดา จรูญเอก) เพื่อประกอบธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ประเภทคอนโดมิเนียมตามแนวสถานีขนส่งมวลชนระบบรางในเขตกรุงเทพมหานคร และปริมณฑล ทั้งนี้ ครอบครัวจรูญเอก (นายพีระพงศ์ จรูญเอก และนางอารดา จรูญเอก) โดยเริ่มพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียมโครงการแรก คือ โครงการ Sense of London สุขุมวิท 109 ซึ่งเป็นโครงการคอนโดมิเนียม สูง 8 ชั้น
        ปัจจุบัน ORI มีครงการทั้งหมด 27 โครงการ มูลค่ารวม 17,052 ล้านบาท แบ่งเป็นโครงการที่ก่อสร้างแล้วเสร็จ 9 โครงการ มูลค่า 3,117 ล้านบาท โครงการที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง 6 โครงการ มูลค่า 3,610 ล้านบาท โครงการที่อยู่ระหว่าง Pre Sales 7 โครงการ 6,955 ล้านบาท และโครงการที่เตรียมเปิดตัวในอนาคต 5 โครงการ มูลค่า 3,370 ล้านบาท และปัจจุบันมี Backlog ในมือกว่า 5,376 ล้านบาท

***แผนการขายหุ้นไอพีโอ
        เสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนให้ประชาชนครั้งแรก (IPO) จำนวน 150 ล้านหุ้น ราคาหุ้นละ 9.00 บาท มูลค่าที่ตราไว้ (พาร์) หุ้นละ 0.50 บาท หรือคิดเป็น 25% ของทุนจดทะเบียนของบริษัทภายหลัง IPO
        เปิดจองวันที่ 30 ก.ย.- 2 ต.ค.2558 นี้ ก่อนเข้าเทรดในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กระดาน SET ในวันที่ 7 ต.ค.2558 และได้แต่งตั้งบริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน และผู้จัดการการจำหน่ายและรับประกันการจำหน่ายหุ้นสามัญ และบล.คันทรี่ กรุ๊ป บล.โนมูระ พัฒนสิน บล.เคที ซีมิโก้ เป็นผู้จัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย


***นำเงินระดมทุนการขยายโครงการอสังหาฯ
        มีแผนนำเงินที่ได้จากการระดมทุนครั้งนี้ไปใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน 400-500ล้านบาท และที่เหลือจะใช้สำหรับการพัฒนาโครงการและการซื้อที่ดินทั้งในกรุงเทพและปริมณฑลในแถบนิคมอุตสาหกรรม โดยปัจจุบันบริษัทฯมีที่ดินที่เตรียมพร้อมพัฒนาโครงการได้อีก 3-4 พันล้านบาท 

***กำไรงวด 6 เดือน 58 โต 3,240%
        ครึ่งปีแรก ORI สามารถทำกำไรสุทธิได้ได้แล้ว 229.94ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 3,240% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่รายได้รวมอยู่ที่ 1,080.09 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 762% นอกจากนี้ จะพยายามรักษาอัตรากำไรสุทธิไว้ที่ 21% และอัตรากำไรขั้นต้น 40% 

***อนาคตเตรียมผุดกอง REIT เซอร์วิสอพาร์ทเม้นท์
        สำหรับแผน 3-4 ปีข้างหน้า บริษัทฯจะเตรียมทำเซอร์วิสอพาร์ทเม้นท์ซึ่งเป็นโรงแรม โดยบริษัทฯ มีที่ดินบริเวณนิคมแหลมฉบังติดกับถนนสุขุมวิท มีมูลค่าโครงการ 850 ล้านบาท เป็นโรงแรมสูง 30 ชั้น โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างออกแบบและหาผู้ที่เข้ามารับบริหารโรงแรม ซึ่งกำลังเจรจาอยู่กับแบรนด์ชั้นนำ อาทิ ฮอลิเดย์อินน์ ดุสิตธานี ซึ่งคาดว่าจะเริ่มก่อสร้างในปี 2559 โดยจะใช้เวลาก่อสร้าง 2 ปี ซึ่งภายหลังจากการก่อสร้างโรงแรมแล้วเสร็จและเปิดดำเนินงานแล้วพร้อมรับรู้รายได้แล้ว บริษัทฯ จะนำโรงแรมดังกล่าวเข้าจัดตั้งกองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REIT) 
        พร้อมกันนี้คาดว่าภายใน 5-10 ปี บริษัทฯ จะสร้างรายได้ประจำ (Recurring income)ให้เป็น 15% จากการดำเนินธุรกิจเซอร์วิสอพาร์ทเม้นท์ดังกล่าว 

***นโยบายจ่ายปันผล 40% 
        บริษัทมีนโยบายการจ่ายปันผลในอัตราไม่ต่ำกว่าร้อยละ 40 ของกำไรสุทธิ หลังหักภาษีเงินได้นิติบุคคลและสำรองตามกฎหมาย 

***ที่ปรึกษาฯ ชี้หุ้นมีส่วนลด 28%
        นายแมนพงศ์ เสนาณรงค์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงินและผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจัดจำหน่ายหุ้น IPO บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ ORI เปิดเผยว่า ได้กำหนดราคาเสนอขาย IPO จำนวน 150 ล้านหุ้นที่ 9.00 บาทต่อหุ้น มีส่วนลดประมาณ 28% เมื่อเทียบกับราคายุติธรรมจากบทวิเคราะห์หุ้นบริษัทฯ โดยจะเปิดจองซื้อหุ้นในวันที่ 30 ก.ย.- 2 ต.ค.58 และคาดว่าจะเข้าจดทะเบียนใน SET ในวันที่ 7 ต.ค.58 ซึ่งหลังจากที่ได้ดำเนินการสำรวจความต้องการซื้อหุ้น (Book Building) ของนักลงทุน โดยมีช่วงราคาเสนอขายที่ 9 บาทต่อหุ้น พบว่านักลงทุนสถาบันให้ความสนใจโดยมียอด Book Building แสดงความต้องการสูงถึง 11 เท่า ของจำนวนหุ้นที่จัดสรรให้กับนักลงทุนสถาบัน 

***โครงสร้างผู้ถือหุ้น 
โครงสร้างผู้ถือหุ้นใหญ่หลัง IPO เป็นดังนี้
1. ครอบครัวจรูญเอก มีจำนวนหุ้นที่ถือครอง 449,999,980 หุ้น คิดเป็น 75%
  - นายพีระพงศ์ จรูญเอก มีจำนวนหุ้นที่ถือครอง 225,000,000 หุ้น คิดเป็น 37.50
  - นางอารดา จรูญเอก มีจำนวนหุ้นที่ถือครอง 194,999,980 หุ้น คิดเป็น 32..50
  - บริษัท ทุนพีรดา จำกัด มีจำนวนหุ้นที่ถือครอง 30,000,000 หุ้น คิดเป็น 5.00
2. นางพรรณี พิทยายน มีจำนวนหุ้นที่ถือครอง 20 หุ้น คิดเป็น 0.0X
3.ประชาชนทั่วไป มีจำนวนหุ้นที่ถือครอง 150,000,000 หุ้น คิดเป็น 25%
**หลังจาก IPO ผู้ถือหุ้นใหญ่มีส่วนที่ติดไซเรนท์ พีเรียด 55% ที่เหลือสามารถขายออกมาในกระดานได้ทันที
 

*********************************

 โดย...เอกอนันต์ เสรีรัตนะชัย
สำนักข่าว eFinanceThai.com

     
 
 
Recent IPO Corner
• SCI ไอพีโอ 5.90 บ. ดิสเคาท์กระหน่ำ 55%  2 ต.ค. 2558
• TFG เดินหน้าระดมทุนกว่า 2,000 ล้านบาท พร้อมเทรด 8 ต.ค.นี้  1 ต.ค. 2558
• ORI ไอพีโอกำไรโต 3 พันเปอร์เซ็น  30 ก.ย. 2558
• JWD มุ่งสู่ผู้นำโลจิสติกส์อาเซียน  28 ก.ย. 2558
• KOOL เข้าเทรด 23 ก.ย. ชูส่วนลด 45%  17 ก.ย. 2558
ข่าวยอดนิยม 6 ต.ค. 2558
• หุ้นฮ็อต!!! : ADVANC - TOT คู่รัก-คู่แค้น แห่งปี งานนี้มีลุ้น ใครจะถือไพ่เหนือกว่า??
• ครม.ยกเลิกมติเดิม ปลดล็อครถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน `สมคิด` เตรียมหาเอกชนร่วมงานแทน
• ตลท.แขวน H หุ้น POLAR หลัง ก.ล.ต.ไม่อนุญาตให้ขายหุ้นเพิ่มทุน PP
• จับตาวาระครม.วันนี้ ยุติการคัดเลือกเอกชนลงทุนรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน - ชงแผนเพิ่มประสิทธิภาพการเก็บภาษี แต่ไร้แววแผนกระตุ้นอสังหาฯ
• โบรกฯ คาดพรุ่งนี้ SET ยืนเหนือ1,360 จุด มีโอกาสขึ้นทดสอบ 1,380 จุด ตามติดประเด็นงบQ3/58 กลุ่มแบงก์ แนะเก็งกำไรหุ้นรับเหมาฯ

Copyright © 2001-2015 efinanceThai.com All rights reserved. 
  IPO Detail Release

วันศุกร์ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2558

แนวโน้มเงินบาทสัปดาห์หน้ายังอ่อนค่าต่อเนื่อง

นักบริหารเงินเปิดเผยถึงค่าเงินบาทปิดตลาดเย็นนี้ (2 ต.ค.) ที่ระดับ 36.57/60 บาท/ดอลลาร์ อ่อนค่าจากช่วงเช้าที่เปิดตลาดที่ระดับ 36.48/50 บาท/ดอลลาร์ เคลื่อนไหวในทิศทางที่อ่อนค่า โดยระหว่างวันเงินบาททำ high สุดที่ระดับ 36.63 บาท/ดอลลาร์ และ low สุดที่ระดับ 36.51 บาท/ดอลลาร์ ทั้งนี้มองว่าในสัปดาห์หน้าเงินบาทยังมีแนวโน้มอ่อนค่าต่อ ซึ่งตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่จะทยอยประกาศออกมานั้นยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ตลาดติดตาม

"แนวโน้มเงินบาทน่าจะยังอ่อนค่าต่อ ต้องติดตามการประกาศตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐคืนนี้" นักบริหารเงินกล่าว ขณะที่คาดว่าสัปดาห์หน้าเงินบาทจะเคลื่อนไหวอยู่ที่ระดับ 36.50 - 36.70 บาท/ดอลลาร์

 

ที่มา: สำนักข่าวอินโฟเควสท์

วันพฤหัสบดีที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2558

ข่าวหุ้นไทย 2 ตุลาคม 2558




THAI ออกชุดตั๋วโดยสารสุดคุ้มเหมาจ่ายเที่ยวบินเส้นทางในอินโดจีน-ในปท.

THAI ออกชุดตั๋วโดยสารสุดคุ้มเหมาจ่ายเที่ยวบินเส้นทางในอินโดจีน-ในปท.

นายวิวัฒน์ ปิยะวิโรจน์ รักษาการผู้อำนวยการใหญ่ฝ่ายขาย บมจ.การบินไทย(THAI)เปิดเผยว่า บริษัทได้จัดโปรโมชั่นจำหน่ายชุดบัตรโดยสารในราคาคุ้มค่า โดยจัดทำเป็นชุดบัตรโดยสาร Indochina Value Pass และชุดบัตรโดยสาร THAI Value Pass เพื่อสมนาคุณลูกค้าสำหรับใช้เดินทางสู่ประเทศต่างๆ ในอินโดจีน และเดินทางในประเทศ

SET พรุ่งนี้ฟื้น เปิด 4 หุ้นรายตัวน่าเล่นเก็งกำไร 2015-10-01

SET พรุ่งนี้ฟื้น เปิด 4 หุ้นรายตัวน่าเล่นเก็งกำไร

2015-10-01    

นายกรภัทร วรเชษฐ์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและบริการการลงทุน บล.โนมูระ พัฒนสิน เปิดเผยถึงตลาดหุ้นไทยวันนี้ (1 ต.ค.) แกว่งแคบในทิศทางที่อ่อนตัวลงสวนทางตลาดต่างประเทศที่แกว่งในแดนบวก โดยตลาดหุ้นภูมิภาคเอเชียต่างอยู่ในแดนบวกราว 0.2-1% คงเป็นผลจากที่ตลาดบ้านเรายังไม่มีปัจจัยบวกใหม่เข้ามา และเห็นได้ว่าความเชื่อมั่นภายในประเทศลดลงไปมาก

ทั้งนี้ หุ้นที่มีแรงขายกดดันตลาดฯเป็น TRUE, KTB, KBANK เนื่องจากความกังวลผลประกอบการงวดไตรมาส 3/58 แต่กลุ่มบริโภค อย่าง CPALL, ADVANC, BDMS ถือว่ายังไปได้ดี สำหรับปัจจัยนอกประเทศขณะนี้ยังไม่มีประเด็นสำคัญ แต่ก็ยังรอดูนโยบายการเงินผ่อนคลายจากประเทศหลัก ๆ อยู่

แนวโน้มการลงทุนในวันพรุ่งนี้ (2 ต.ค.) เชื่อว่าตลาดน่าจะฟื้นตัวได้ แต่คงต้องเลือกลงทุนเป็นรายตัวแนะเก็งหุ้น ADVANC ประเด็นประมูล 4G, กลุ่มอสังหาฯ อย่าง LH, กลุ่มการบริโภค อาทิ GLOBAL, CPALL เป็นต้น พร้อมให้แนวรับ 1,340-1,337 จุด ส่วนแนวต้าน 1,360-1,364 จุด